ปากเป็นเอก

เรื่องชวนคิด  เรื่องที่  ๕ 

“ปากเป็นเอก”

 

 

 

 

 

 

 

มีสามีภรรยาคู่หนึ่งแต่งานกันไม่นาน  อยู่กันมาได้ไม่เท่าไร  พฤติกรรมที่สามีซ่อนไว้ให้ภรรยาเห็นว่าเป็นคนดีก็เริ่มเลือนหาย  นิสัยเก่าของสามีปรากฏให้เห็น

สามีเริ่มดื่มเหล้า  เมากลับบ้านบ่อย ๆ  ภรรยาเองก็ปล่อยนิสัยเดิมออกมาเหมือนกัน

นั้นก็คือนิสัยชอบจู้จี้ขี้บ่น  เมื่อเห็นสามีเป็นเช่นนั้นจึงบ่นด่าสามีไปต่าง ๆ นานา

“วัน ๆ พี่ไม่ทำอะไรเลย  เอาแต่เมากับเมาอย่างนี้ครอบครัวจะมีอะไรดีขึ้น

พี่ควรเอาใจใส่ครอบครัวบ้าง”  ภรรยาต่อว่าขณะที่สามีกำลังเมาแอ่น

 

นานวันเข้า พอสามีได้ยินเสียงด่า  ก็เถียงกลับ  และมีการลงไม้ลงมือกัน

คำที่ดุด่ากันนั้นก็เริ่มเปลี่ยนคำแทนตัว  จากคำว่า  “พี่”  ก็ใช้คำที่หยาบคาย

เช่นคำว่า  “กู”  “มึง”  “อี”  “ไอ้”  เป็นที่รำคาญของชาวบ้านใกล้ เรือนเคียง

“มึงนะเอาแต่แดกเหล้าไม่ทำมาหากินช่วยกู”  เสียงภรรยาด่า

“กูก็เป็นอย่างนี้แหละอี…..มึงรู้ว่ากูเป็นอย่างนี้แล้วเอากูทำไม”

สามีก็เถียงไม่ลดละ  เรียกว่าต่างก็ไม่ยอมกัน  ด่ามาอย่างไรก็เถียงไปอย่างนั้น

 

 

 

แต่ละฝ่ายต่อว่าต่อขานกันอย่างไม่ลดละ  แทนที่สถานการณ์จะดีขึ้น  ฝ่ายใด

ฝ่ายหนึ่งน่าจะอ่อนลง  แต่กลับยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้น  จนกระทั่งวันหนึ่งภรรยา

ทนไม่ไหว ได้ไปนมัสการหลวงพ่อที่วัด  และเล่าเรื่องราวความทุกข์ยากให้หลวงพ่อฟัง  หลวงพ่อจึงให้น้ำมนต์ และบอกว่า

“เรื่องนี้ก็แก้ไม่ยากหรอกหากจะแก้  เมื่อสามีเข้าบ้านเมื่อไหร่ให้อมน้ำมนต์ไว้ให้ดี ๆ  อย่าได้พูดจาอะไรทั้งสิ้น”  ว่าแล้วหลวงพ่อก็จัดน้ำมนต์ให้นางและแนะนำวิธีใช้

ให้ทราบ  นางรับแล้วก็กราบลาหลวงพ่อกลับบ้าน

 

วันต่อมา  สามีเมาเหล้าแอ่นมาเหมือนเดิม  ภรรยาเห็นเช่นนั้นก็ทำตาม

ที่หลวงพ่อแนะนำ  คือนำน้ำมนต์มาอมไว้  ไม่พูดจาอะไรทั้งสิ้น

“เราต้องไม่พูด  เราต้องทำได้  ต้องทำได้”  นางคิดในใจขณะที่ยังอมน้ำมนต์ไว้ในปาก  และคำสอนของหลวงพ่อก็ดังก้องกำชับในหูนางตลอดว่า

“อมน้ำมนต์ไว้อย่าพูดจาอะไรทั้งสิ้น”  แล้วนางก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ไม่ปริปากบ่นอะไรสักคำ  แม้สามีจะยั่วยวนกวนใจอย่างไรก็ไม่ยอมพูดจา

 

 

 

ฝ่ายสามีเมื่อเห็นภรรยาเป็นเช่นนั้นก็นึกแปลกใจที่ไม่โดนภรรยาด่า

เหมือนเดิม และไม่พูดอะไรเลยสักคำ

“เอ….นี่มันอะไรหวา  ทำไมเราทำอย่างไร  พูดจาดุดัน  แกล้งด่าอย่างไร

เขาก็ทำเฉย  ไม่ยอมพูดจากับเรา  จะด่าก็ไม่ด่า”  สามีคิดหาคำตอบว่าเหตุใด

ภรรยาจึงเป็นเช่นนั้น  เขาคิดว่าอาจเป็นเพราะไปพบหลวงพ่อก็เป็นได้

“หลังจากไปพบหลวงพ่อมานี่  ภรรยาเราเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”

 

 

เมื่อทำอย่างไรภรรยาก็ไม่พูด  ครั้นพูดก็พูดดี  ใช้คำอ่อนหวาน  ไม่ดุด่า

เหมือนเดิม  สามีก็เริ่มคิดใหม่

“เอ……ภรรยาเราเป็นอย่างนี้ก็ดีนะ  เราจะได้ไม่ด่าว่ากัน  ปัญหาก็เบาลง

เพื่อนบ้านก็ไม่รำคาญ”  เขาคิดในใจ  แล้วก็เกิดรู้สึกสำนึกและเห็นว่าภรรยา

ของตนเองก็มีความดี ปฏิบัติตนเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี

“แม่บ้านเราก็เปลี่ยนนิสัยแล้ว  แล้วเรายังจะมาเมาหัวลาน้ำอยู่อย่างนี้หรือ

ถ้าเราไม่เปลี่ยนนิสัยก็ไม่ต่างอะไรกับ…..” เขาสาปแช่งตัวเอง

 

หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนนิสัย  จากคนที่ชอบดื่มเหล้าก็เลิกดื่ม  จากคนที่

ไม่ค่อยรับผิดชอบทำการงานก็เริ่มทำงานมากขึ้น  จากนั้นครอบครัวสามีภรรยา

คู่นี้  จึงมีแต่ความสุขความเจริญตามมา  วันหนึ่งสามีพูดกับภรรยาว่า

“ถ้าเราไม่ทะเลาะกันอย่างนี้ตั้งแต่แรก  ป่านนี้เราคงสบายไปนานแล้ว”

“ใช่….เพราะเราต่างก็ว่าตนเองดี  ตนเองเก่ง  ตนเองถูกต้อง  จึงเกิดการ

ดุด่า โต้เถียงกันไม่หยุดหย่อน  ความทุกข์จึงมีอยู่ตลอด  เมื่อเราหยุดด่าว่ากันก็จะมีความสุขอย่างที่เราเป็นขณะนี้แหละ”  ภรรยาเสริม

 

 

ต่อมาภรรยาได้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อที่วัด เพื่อสอบถามถึงอิทธิฤทธิ์ของน้ำมนต์ว่าหลวงพ่อทำอย่างไร  น้ำมนต์ถึงได้มีฤทธิ์เดชอย่างนั้น  หลวงพ่อยิ้มแล้วบอกว่า

“จริง  ๆ  แล้วน้ำมนต์นั้นเป็นน้ำธรรมดา  อาตมาไม่ได้มีฤทธิ์เดชอันใดปากของโยมต่างหากเล่าที่ศักดิ์สิทธ์  ถ้าเรามีปิยวาจาต่อกันก็ไม่มีปัญหา”

เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้น  ผู้เป็นภรรยาจึงคิดและสำนึกได้  ปัญหาของสามีและภรรยาคู่นี้จึงหมดไป หลวงพ่อก็พลอยยินดีที่สามารถแก้ปัญหาครอบครัวนรกกลายเป็นครอบครัวสวรรค์ไปได้

 

 

แบบทดสอบ

ชื่อ…………………………………………………………….เลขที่………………….ชั้น……………

วันที่………………เดือน………………………………….พ.ศ………………………………………

 

คำชี้แจง  จงทำเครื่องหมาย  Q ทับตัวอักษรหน้าคำตอบที่ถูกต้อง

๑.   เรื่องนี้ต้องการสื่อคุณธรรมด้านใด      (วิเคราะห์)

  • การคิดและการกระทำต่อกันระหว่างสามีและภรรยา
  • การคำพูดและการกระทำต่อกันระหว่างสามีและภรรยา
  • การกระทำต่อกันระหว่างสามีและภรรยา
  • การพูดต่อกันระหว่างสามีและภรรยา

๒.  ภรรยามีคุณธรรมข้อใดที่ทำให้สามีเปลี่ยนไปได้  (วิเคราะห์)

  • มีจิตตะ คือมีจิตพลอยยินดีกับสามี แม้จะเป็นอย่างไรก็ยินดี
  • มีอโกธัง คือไม่ถือโกรธ ไม่โมโห
  • มีสัมมาคารวะ คือมีความอ่อนน้อมถ่อมตน
  • มีปิยวาจา คือมีการใช้คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน

๓.  การกระทำของภรรยาในเรื่องนี้ตรงกับข้อใดมากที่สุด(วิเคราะห์)

ก.  ปากเป็นเอกเลขเป็นโท

ข.  ปากหอยปากปู

ค.  ปากว่าตะขยิบ

ง.  มือถือสากปากถือศีล

 

 

 

๔.  ชีวิตของครอบครัวนี้เปลี่ยนไป  เพราะอะไร  (สังเคราะห์)

ก.  เพราะภรรยาพูดจนเอาชนะสามีได้  สามีจึงไม่ถือสาอะไรต่อไปอีก

ข.  เพราะสามีบังคับภรรยาได้  จนไม่สามารถพูดด่าได้

ค.  เพราะรู้จักใช้คำพูดจาที่ดีต่อกัน

ง.  เพราะต่างก็ไม่ยอมกันและกัน  ซึ่งไม่พูดจาอะไรกันอีก

๕.  พฤติกรรมในข้อใดสอดคล้องกับตอนท้ายของเรื่องมากที่สุด  (สังเคราะห์)

ก.  “พ่อค่ะ  เราจะย้ายต้นไม้ต้นนี้ไปปลูกที่ไหนค่ะ”  ภรรยาถามสามี

ข.  “แกจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของแก  ฉันไม่เกี่ยว”

ค.  “แม่มึงเอ๊ย…กูทำอะไรมันบอกว่าผิดหมด”  เขาบ่นอยู่คนเดียว

ง.  “วัน ๆ เอาแต่แดกเหล้า  ไม่เป็นอันทำมาหากิน”  ภรรยาด่า

๖.  นักเรียนเห็นด้วยกับความคิดของหลวงพ่อหรือไม่  เพราะอะไร(สังเคราะห์)

ก.  เห็นด้วย  เพราะการด่าว่ากันเป็นสิ่งที่ควรทำ

ข.  เห็นด้วย  เพราะการไม่ด่าว่ากันจะทำให้ดีต่อกันได้

ค.  ไม่เห็นด้วย  เพราะคนเราเมื่อไม่ถูกใจกันก็ย่อมด่าว่ากันเป็นของธรรมดา

ง.  ไม่เห็นด้วย  เพราะผู้ชายไม่ดี  หญิงจึงด่าว่า

๗.  ข้อใดคือพฤติกรรมของภรยาหลังจากไปพบหลวงพ่อแล้ว (วิเคราะห์)

ก.  ไม่สนใจสามี  เพราะรู้ว่าสามีเป็นคนไม่ดี

ข.  เอาใจสามีเป็นอย่างดี  สามีต้องการอะไรก็จัดหามาให้

ค.  เลิกดุด่าสามี  แต่ไม่ให้ความสนใจสามี

ง.  เลิกดุด่า  ไม่ต่อว่าสามีให้เสียหาย

 

 

 

๘. การกระทำของใครสอดคล้องกับการกระทำของภรรยาในเรื่องนี้มากที่สุด(สังเคราะห์)

ก.  ดำ  เห็นว่าการพูดมากเป็นสิ่งไม่ดีควรเลิกพูด

ข.  ดี  เห็นว่าการพูดให้คนอื่นเข้าใจเป็นสิ่งที่ดีจึงอธิบายเหตุผลให้เข้าใจ

ค.  ดาว  ไม่อยากให้คนอื่นว่าตนไม่เก่งจึงได้แต่พูดและอธิบายให้เข้าใจ

ง.  แดง  ไม่เห็นความสำคัญของการพูด  จึงปิดปากตนเองด้วยการไม่พูด

๙.  เรื่องนี้ต้องการสื่อในเรื่องใดเป็นสำคัญ(วิเคราะห์)

ก.  การสร้างความสามัคคีด้วยการพูด

ข.  การพูดเพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่กันและกัน

ค.  การใช้คำพูดเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ง.  การพูดด้วยคำพูดที่ดี  สร้างสรรค์

๑๐.   การพูดมีความสำคัญอย่างไร  หรือไม่ (สังเคราะห์)

ก.  มีความสำคัญ  เพราะการพูดทำให้คนเอาชนะกันได้

ข.  มีความสำคัญ  การหากพูดดีก็จะทำให้คนฟังสบายดี

ค.  ไม่มีความสำคัญ  เพราะการพูดส่วนใหญ่จะเป็นการทำลายกันมากกว่า

ง.  ไม่มีความสำคัญ เพราะการพูดทำให้คนผิดใจกัน

 

 

 

 

 

 

 

เฉลย

๑.  ข             ๒.  ง             ๓.  ก             ๔.  ค             ๕.  ก

๖.  ข              ๗.  ง             ๘.  ก             ๙.  ง             ๑๐.  ข

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Mayong_ness

อยากเขียนเรื่องราวข้อมูลต่างๆ เพื่อให้คนที่สนใจได้เข้ามาอ่าน..อาจจะไม่ได้เขียนทุกวัน..นานๆที่มาเขียนนะคับ..ถ้าข้อมูลใดไม่ถูกต้องก็ ติชมกันได้นะคับ..

You may also like...